post

“ฮาแลนด์” ยิงครบ 20 ประตูใน UCL เร็วที่สุด พร้อมสร้างสถิติอีกมากมาย

เออร์ลิง ฮาแลนด์ ยิงครบ 20 ประตูในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เร็วที่สุด พร้อมทำสถิติอีกมากมาย หลังนำ ดอร์ทมุนด์ ฝ่าด่าน เซบีญา เข้ารอบ 8 ทีม

วันที่ 10 มี.ค. 64 ควันหลงฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีม นัดที่ 2 ซึ่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เปิดบ้านเสมอ เซบีญา 2-2 รวม 2 นัด

“เสือเหลือง” ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมด้วยสกอร์ 5-4

เกมนี้ เออร์ลิง ฮาแลนด์ เหมาคนเดียว 2 ประตูให้ ดอร์ทมุนด์ ทำให้ดาวยิงทีมชาตินอร์เวย์ซัดครบ 20 ลูกในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เร็วที่สุด

โดยใช้เวลาเพียง 14 นัด ทำลายสถิติเดิมของ แฮร์รี เคน ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษจากสโมสรทอตแนม ฮอตสเปอร์ ที่ยิง 20 ประตูจากการลงสนาม 24 เกม

ฮาแลนด์ ในวัย 20 ปี 231 วัน ยังเป็นนักเตะคนแรกที่ยิง 20 ประตูในรายการนี้ก่อนถึงอายุ 21 ปี

โดยก่อนหน้านี้ คีเลียน เอ็มบัปเป กองหน้าจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง เคยเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำ 20 ประตูในศึกยูซีแอล ด้วยวัย 21 ปี 355 วัน 

นอกจากนั้น หัวหอกจากดอร์ทมุนด์ยังเป็นคนแรกที่สามารถทำอย่างน้อย 2 ประตูได้ถึง 4 เกมติดต่อกันที่ลงเล่นในรายการนี้

โดยเขาเหมา 2 ลูกทั้ง 2 นัดในรอบ 16 ทีมที่พบ เซบีญา รวมถึงในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอฟ ที่ชนะ คลับ บรูช 3-0 ทั้งเหย้าและเยือน เกมละ 2 ประตู

ขณะเดียวกัน ฮาแลนด์ ยังกลายเป็นผู้เล่นชาวนอร์เวย์ที่ยิงประตูมากที่สุดในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แทนที่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ อดีตดาวยิงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ปัจจุบันเป็นกุนซือ “ปิศาจแดง” โดย ฮาแลนด์ ยิง 8 ประตูให้กับ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก

และอีก 12 ลูกกับ ดอร์ทมุนด์ ส่วนฤดูกาลนี้ก็ทะลวงตาข่ายไปแล้วถึง 32 ประตูจากการลงสนาม 30 นัดรวมทุกรายการ

post

“เปแอสเช” คอนเฟิร์ม “เนย์มาร์” พักยาว 4 วีค พร้อมอดลงในเกมเจอกับ “บาซ่า”

Football-320

ดาวเตะค่าตัวแพงของเปแอสเชยังงานเข้าไม่เลิก ล่าสุดต้องพักยาวอีกราว 1 เดือน หลังได้รับบาดเจ็บที่บริเวณกล้ามเนื้อต้นขา

วันที่ 12 ก.พ.64 เนย์มาร์ ต้องถูกหามออกจากสนามอีกครั้ง หลังเล่นไปได้เพียงแค่ 60 นาที ในเกมที่ปารีส แซงต์ แชร์แมง เฉือนเอาชนะ ก็อง 1-0 ศึกเฟรนช์ คัพ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ซึ่งหลังการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ล่าสุด เปแอสเช ได้ออกมายืนยันข่าวร้ายว่า เนย์มาร์ มีอาการบาดเจ็บที่บริเวณกล้ามเนื้อต้นขา และต้องพักยาวถึง 4 สัปดาห์

ทำให้ดาวเตะวัย 29 ปีรายนี้ จะหมดสิทธิ์ลงสนาม ในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่จะพบกับบาร์เซโลนาแน่นอนแล้วทั้ง 2 นัด รวมถึงเกมลีก เอิง ที่จะพบกับ นีซ, โมนาโก, ดิฌง และ บอร์กโดซ์

สำหรับ เปแอสเช ปัจจุบันรั้งอันดับ 3 ของตารางคะแนนลีก เอิง โดยมีอยู่ 51 คะแนนจาก 24 นัด ตามหลังจ่าฝูงอย่าง ลีลล์ อยู่ 3 แต้ม

post

“ซีดาน” ออกมายืนยันว่าตนไม่ใช่คนที่ตัดชื่อ “เบล” จากชุดลุยศึกกับ “แมนฯซิ”

Football-311

กุนซือราชันชุดขาวเปิดปาก ยืนยันว่าตนไม่ใช่คนตัดชื่อ “แกเร็ธ เบล” ออกจากทีมชุดบุกเยือนถิ่นเรือใบสีฟ้า แต่เป็นตัวนักเตะเองที่ไม่ต้องการลงเล่นในเกมนี้

วันที่ 7 ส.ค.63 แกเร็ธ เบล ถูกคาดหมายว่า อาจต้องเก็บของออกจากถิ่นซานติอาโก เบอร์บาเบว แน่นอนแล้ว หลังไม่มีชื่อในเกมนัดส่งท้ายลาลีกา รวมถึงเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่จะบุกไปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า เป็นเพราะเจ้าตัวไม่อยู่ในแผนการทีมอีกต่อไป

แต่ล่าสุด ซีดาน ได้เปิดใจถึงประเด็นดังกล่าวก่อนเกม พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่ที่ตัดสินใจหั่นชื่อ เบล ออกจากทีม อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ

“มันเป็นการพูดคุยส่วนตัวระหว่างผมกับเขา และเขาบอกไม่ต้องการที่จะลงเล่นในเกมที่เหลือ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะและโค้ชยังคงราบรื่นดี”

นอกจากนี้ กุนซือชาวฝรั่งเศสยังตอบคำถามสื่อ ถึงอนาคตของดาวเตะชาวเวลส์ว่า “ตอนนี้เขายังเป็นนักเตะของเรอัล มาดริด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาคือนักเตะของเรา ผมเคารพในสิ่งนั่น และเคารพในการตัดสินใจของเขาเช่นกัน”

“เขาไม่ต้องการลงสนาม นั่นคือสิ่งที่ผมจะบอกคุณได้ ส่วนพวกเราที่เหลืออยู่ที่นี่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเกมต่อไป นั่นคือสิ่งเดียวที่เราให้ความสนใจ” ซีดาน กล่าวปิดท้าย

post

“ฮาแลนด์” ยิง 2 เม็ด พา “เสือเหลือง” ขย้ำ “เปแอสเช” 2-1 ชปล.

Football-297

“เออร์ลิง ฮาแลนด์” หัวหอกดาวรุ่งของ “เสือเหลือง” จัดการยิงไป 2 ประตูพาทีมเปิดบ้านเฉือนเอาชนะ “เปแอสเช” 2-1  ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ประจำคืนวันอังคารที่ 18 ก.พ. 2563 “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เปิดรังเหย้าซิกนาล-อีดูนา ปาร์ค พบกับ “เปแอสเช” ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

เริ่มเกมมาได้เพียงแค่ 10 นาที ทีมเยือนมีโอกาสทักทายก่อนจากลูกฟรีคิกของ เนย์มาร์ แต่บอลหลุดออกกรอบไปนิดเดียว ถัดมาอีกสามนาทีคราวนี้ทัพเสือเหลืองได้ลองส่องบ้างจาก เจดอน ซานโช แต่ก็ยังไม่ตรงกรอบเหมือนกัน และจบครึ่งแรกไป

เกมครึ่งหลังผ่านมา 15 นาที คีเลียน เอ็มบัปเป ทำชิ่งกับ เนย์มาร์ หลุดเข้าไปซัดแต่ยังติดเซฟของโรมัน เบอร์กี แต่แล้วประตูแรกของเกมก็เกิดขึ้นในนาทีที่ 69 ดอร์ทมุนด์นำ 1-0 เมื่อ ฮาคิมี เปิดบอลจากทางขวาเข้าไปให้ เกร์เรยโร ซัดติดแนวรับเปแอสเชกระดอนมาเข้าทาง ฮาแลนด์ ตามมายิงแบบจ่อๆเข้าไป

“เปเอสเช” มาตามตีเสมอได้สำเร็จในนาทีที่ 75 จากจังหวะกระชากหลุด 4 คนของ เอ็มบัปเป ก่อนผ่านไปให้ เนย์มาร์ ยิงง่ายๆเข้าไป อย่างไรก็ตาม ฮาแลนด์ มายิงนำอีกครั้งจากการซัดด้วยซ้ายในช่วงเวลาห่างกันเพียง 2 นาที ดอร์ทมุนด์ นำ 2-1

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งคู่เปิดเกมแรกกันไปมาซึ่งก็มีแต่จังหวะหวาดเสียวแต่ไม่มีประตูเพิ่มเติม ทำให้จบเกม “โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์” เอาชนะ “ปารีส แซงต์ แชร์กแมง” 2-1 ไปรอลุ้นต่อเกมสองที่จะเปลี่ยนไปเตะสนามปาร์กเดแพร็งส์บ้านของเปแอสเช ในวันที่ 11 มีนาคม 2563

post

“แมนฯซิตี้” บุกเจ๊า “อตาลันตา” 1-1 ยังไม่ลิ่ว 16 ทีม ชปล.

Football-285

“เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังไม่เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังบุกมาเสมอ อตาลันตา 1-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มซี เมื่อคืนวันพุธที่ 6 พ.ย. คู่ที่น่าสนใจ อตาลันตา ทีมดังจากอิตาลี เปิดสนามซาน ซิโร รับการมาเยือนของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถ้าเกมนี้ เรือใบสีฟ้า จะการันตีเข้ารอบ 16 ทีมทันที

เปิดฉากครึ่งแรกมาแค่ 7 นาที แมนฯซิตี้ ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ แบร์นาโด ซิลวา จ่ายบอลเข้าเขตโทษ กาเบรียล เฆซุส ตอกส้นให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ยิงเสียบมุมเข้าไป

จากนั้นนาทีที่ 41 แมนฯซิตี้ ได้ฟรีคิกระยะหวังผล ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดด้วยขวา ไปติดกำแพง แต่เหมือนจะเป็นจังหวะแฮนด์บอล ผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์ และมองว่า โจซิป อิลิซิช ผู้เล่นอตาลันตาทำแฮนด์บอลในเขตโทษ แต่ กาเบรียล เฆซุส ยิงหลุดกรอบเฉยเลย

จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมานำ อตาลันตา ไปก่อน 1-0

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 49 อตาลันตา ไล่ตีเสมอ 1-1 เมื่ออเลฮานโดร โกเมซ เปิดบอลจากฝั่งซ้ายเข้ากรอบเขตโทษและเป็น มาริโอ ปาซาลิช ขึ้นโหม่งโล่งๆ เข้าไปตุงตาข่าย

จากนั้นนาทีที่ 62 อตาลันตา เกือบแซงนำ จากจังหวะที่ อเลฮานโดร โกเมซ เปิดลุกเตะมุมจากฝั่งขวาเข้าเขตโทษ เบรัต ฌิมซิติ โหม่งหลุดเสาไกลไปนิดเดียว

ถึงนาทีที่ 81 แมนฯซิตี้ ต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ เคลาดิโอ บราโว ผู้รักษาประตูชาวชิลี ที่ลงมาแทน เอแดร์สัน ตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลัง ออกมาทำฟาวล์ โจซิป อิลิซิช ที่กำลังหลุดเดี่ยวนอกเขตโทษ ทำให้โดนใบแดงไล่ออกจากสนามไป และ แมนฯซิตี้ ต้องส่ง ไคล์ วอลเกอร์ แบ็กขวาลงมาเป็นผู้รักษาประตูจำเป็น เพราะไม่มีโกลเหลือแล้วในตัวสำรอง และเป็น ริยาด มาห์เรซ ที่ถูกเปลี่ยนตัวไป

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมาเสมอ อตาลันตา 1-1 แบ่งกันไปทีมละแต้ม แมนฯซิตี้ เก็บเพิ่มเป็น 10 คะแนน นำเป็นจ่าฝูงกลุ่มต่อไป ส่วน อตาลันตา เก็บ 1 แต้มแรก รั้งบ๊วยของกลุ่ม

ผลคู่อื่นมีดังนี้

กลุ่มเอ

ปารีส แซงต์ แชร์แมง ชนะ คลับ บรูกก์ 1-0

เรอัล มาดริด ชนะ กาลาตาซาราย 6-0

กลุ่มบี

บาเยิร์น มิวนิก ชนะ โอลิมเปียกอส 2-0

เซอร์เวนา ซเวซดา แพ้ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ 0-4

กลุ่มซี

ดินาโม ซาเกร็บ ชนะ ชัคตาร์ โดเนตส์ค 3-3

กลุ่มดี

โลโคโมทีฟ มอสโก แพ้ ยูเวนตุส 1-2

ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ชนะ แอตเลติโก มาดริด 2-1

post

“เชลซี” ตายยาก ไล่เจ๊า “อาแจ็กซ์ฯ” 9 คนสุดเดือด 4-4

Football-284

เชลซีไล่ตามหลังผู้มาเยือนจากแดนกังหันลมตลอดทั้งเกม ก่อนจะได้เปรียบตัวผู้เล่นในช่วงครึ่งหลัง ไล่เจ๊ากับอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ไปอย่างสุดมัน 4-4 

การแข่งขันศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ประจำวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน โดยเกมในกลุ่ม เอช นัดที่ 4 ทีมจ่าฝูงอย่าง เชลซี เปิดบ้านที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ รับมืออาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม จากเนเธอร์แลนด์

เปิดฉากครึ่งแรกไปได้แค่ 2 นาที ทีมเยือนก็ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 ควินซี โพรเมส เปิดฟรีคิกไปบอลแฉลบขา แทมมี อับราฮัม เข้าประตูไป

แต่ถัดมาแค่ 3 นาที เชลซีตีเสมอทันควันเป็น 1-1 จากการสังหารจุดโทษของ จอร์จินโญ

นาที 13 คริสเตียน พูลิซิช แทงบอลทะลุช่องให้ แทมมี อับราฮัม หลุดเข้าไปยิงตุงคาข่าย แต่ไลน์แมนยกธงล้ำหน้าไปก่อน

อย่างไรก็ตามนาที 20 ผู้มาอาแจ็กซ์พลิกขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 ฮาคิม ซิเยค โยนบอลไปหน้าประตู ควินซี โพรเมส โหม่งเข้าไป

นาที 35 สกอร์ไหลเป็น 3-1 ฮาคิม ซิเยค เปิดฟรีคิกไปชนสามเหลี่ยม บอลกระดอนมาโดนหน้า เกปา อาร์ริซาบาลากา เข้าประตู และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลังนาที 55 อาแจ็กซ์ขยับนำห่าง 4-1 ฮาคิม ซิเยค ผ่านบอลให้กับ ดอนนี ฟาน เดอ บีค ยิงเข้าไป

แต่หลังจากนั้นเจ้าถิ่นโหมบุกหนัก และมาตีตื้นเป็น 4-2 ในนาที 63 จากการตามซ้ำระยะเผาขนของ เซซาร์ อัซปิลิกวยตา

นาที 68 อาแจ็กซ์ต้องเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 9 คน เมื่อ ดาลีย์ บลินด์ และ โจเอล เวลท์มัน โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม

นาที 71 เชลซีไล่จี้มาเป็น 4-3 จากการสังหารจุดโทษอีกครั้งของ จอร์จินโญ

ถัดมาอีก 3 นาทีสิงห์บลูตามตีเสมอเป็น 4-4 จากจังหวะชุลมุนหน้าประตู สุดท้ายเป็น รีซ เจมส์ ตะบันจากนอกกรอบตุงตาข่าย

นาที 78 กองเชียร์เจ้าถิ่นต้องเฮเก้อ เมื่อ เซซาร์ อัซปิลิกวยตา ยิงเข้าไป แต่ผู้ตัดสินปฏิเสธให้เป็นประตู หลังภาพช้า VAR เห็นว่าเป็นจังหวะแฮนด์บอลของ แทมมี อับราฮัม ไปก่อนหน้านี้

ช่วงเวลาที่เหลือแม้พลพรรคสิงห์บลูจะเปิดหน้าแลกเต็มสูบ แต่จังหวะสุดท้ายกลับไม่เฉียบคมพอ

ทำให้จบเกม เชลซี เปิดบ้านไล่เจ๊า อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ไปอย่างสุดมัน 4-4

post

สเตอร์ลิงแฮตทริก! แมนฯ ซิตี้ ไล่ยิง อตาลันต้า 5-1 นำฝูงกลุ่มซี

Football-272

การแข่งขัน ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม ซี นัดที่ 3 แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านพบกับ อตาลันต้า ทีมจากอิตาลี ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อคืนวันอังคารที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา

เริ่มเกมมาทั้งสองทีมเปิดเกมแลกกันสนุก แต่ยังไม่มีโอกาสจบสกอร์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย จนเข้านาทีที่ 27 ทีมเยือนมาได้จุดโทษจากจังหวะที่ แฟร์นันดินโญ่ ไปเตะ โยซิป อิลิซิช ล้มลงในเขต และเป็น รุสลัน มาลินอฟสกี้ สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ อตาลันต้า ขึ้นนำ 1-0

นาทีที่ 34 เจ้าถิ่นตามตีเสมอ 1-1 ราฮีม สเตอร์ลิง ลากตัดหลังแนวรับก่อนตักให้ เซร์คิโอ อเกวโร่ วิ่งหลุดกับดักล้ำจิ้มลอดขา ปิแอร์ลุยจิ กอลลินี่ ตุงตาข่ายเด็ดขาด

นาทีที่ 37 อันเดรีย มาซิเอลโล่ กองหลังทีมเยือนไปทำฟาวล์ สเตอร์ลิง ล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้ทันทีและเป็น เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงเข้าไปแบบเด็ดขาด แมนฯ ซิตี้ มาได้ประตูแซงนำ 2-1 พร้อมจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 57 เจ้าบ้านประสานงานได้อย่างยอดเยี่ยม เควิน เดอ บรอยน์ ไหลให้ ฟิล โฟเด้น แทงต่อถึง ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดโล่งๆ ไม่เหลือ แมนฯ ซิตี้ หนีเป็น 3-1

นาทีที่ 64 เจ้าบ้านลุยต่อ อิลคาย กุนโดกัน จ่ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง แตะหลบแนวรับก่อนยิงยัดเสาแรกเข้าไปอย่างเหนือชั้น แมนฯ ซิตี้ ทิ้งห่างเป็น 4-1

นาทีที่ 69 “เรือใบสีฟ้า” มาได้ประตูทิ้งเป็น 5-1 ริยาด มาห์เรซ เปิดบอลจากฝั่งขวาให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปแปสวนตัว ปิแอร์ลุยจิ กอลลินี่ ซุกก้นตาข่าย และเป็นแฮตทริกของเจ้าตัว

นาทีที่ 82 เจ้าบ้านต้องมาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน จากจังหวะที่ ฟิล โฟเด้น ไปทำฟาวล์ด้วยการดึงเสื้อของ มาร์เท่น เดอ รอน ทำให้โดนใบเหลืองที่สอง เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม

จบเกม แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านแซงเอาชนะ อตาลันต้า 5-1 เก็บ 9 คะแนนเต็ม จากการลงสนาม 3 นัด นำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มซี

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, แฟร์นันดินโญ่, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน, ฟิล โฟเด้น – ริยาด มาห์เรซ, เซร์คิโอ อเกวโร่, ราฮีม สเตอร์ลิง
อตาลันต้า (3-4-1-2) : ปิแอร์ลุยจิ กอลลินี่ – ราฟาเอล โตลอย, เบรัต ฌิมซิติ, อันเดรีย มาซิเอลโล่ – ติโมธี คาสตานเญ่, มาร์เท่น เดอ รอน, เรโม ฟรอยเลอร์, โรบิน โกเซนส์ – รุสลัน มาลินอฟสกี้, อเลฮานโดร โกเม – โยซิป อิลิซิช
ผู้ตัดสิน : โอเรล กรินเฟลด์ (อิสราเอล)

post

ทั่วโลกรุมเย้ยกูร์กตัวส์ห่วยจัด-บิ๊กราชันป้องสภาพไม่พร้อม

Football-238

เหล่าแฟนบอลทั่วโลกต่างก็พร้อมใจกันเยาะเย้ย ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายทวาร เรอัล มาดริด อย่างเต็มที่ หลังจาก กูร์กตัวส์ เล่นแย่จัดในครึ่งแรกของเกมที่เสมอกับ คลับ บรูช ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนตัวในช่วงพักครึ่ง ขณะที่ เอมิลิโอ บูตราเกนโญ่ ออกมาบอกว่า กูร์กตัวส์ สุขภาพไม่ดีเท่าไหร่ในวันนี้

    ติโบต์ กูร์กตัวส์ ผู้รักษาประตู เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน โดนแฟนบอลหลายคนล้อเลียนอย่างหนัก หลังจากเขาเล่นได้แย่ และถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในช่วงพักครึ่งของเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เอ นัดที่ “ราชันชุดขาว” ทำได้เพียงเปิดรัง ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เสมอกับ คลับ บรูช ทีมจากเบลเยียม 2-2 เมื่อวันอังคารที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา

    เดิมที กูร์กตัวส์ ก็ถูกบรรดาคอบอลล้อเลียนมานานแล้ว หลังจากที่เขาไม่เคยโชว์ฟอร์มเก่งแบบต่อเนื่องกับทีมได้เลย นับตั้งแต่ที่ย้ายมาจาก เชลซี เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 ด้วยค่าตัว 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,190 ล้านบาท) ซึ่งเกมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริง แต่กลับปล่อยให้ทีมเสียประตูถึง 2 ลูกตั้งแต่ครึ่งแรก

    สุดท้าย กูร์กตัวส์ ก็โดนเปลี่ยนกับ อัลฟงส์ อเรโอล่า ในช่วงพักครึ่ง โดยถ้านับรวมผลงานในเกมนี้เข้าไปด้วยมันก็หมายความว่านายด่านชาวเบลเยียมเสียประตูไปแล้วถึง 81 ลูก จากการลงเล่นให้ เรอัล 58 นัดในทุกรายการ ในกรณีที่นับรวมเกมกระชับมิตรเข้าไปด้วย

    หลังจากที่ กูร์กตัวส์ เล่นได้น่าผิดหวังอีกครั้ง เหล่าแฟนบอลทั่วโลกใน ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังก็ล้อเลียนเขาอย่างเต็มที่ อย่างเช่นการพิมพ์ข้อความว่า “กูร์กตัวส์ เสียประตูในรอบ 1 ปีมากกว่าที่ (อดีตนายทวารมือ 1 ของ เรอัล เกย์ลอร์) นาบาส เสียในรอบ 3 ปีซะอีก อย่าลืมซะล่ะ”, การพิมพ์ว่า “กูร์กตัวส์ โดนเปลี่ยนตัวตอนพักครึ่ง” พร้อมกับแปะคลิปที่คนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ, “การที่กุนซือของทีมต้องเปลืองโควตาการเปลี่ยนตัวกับผู้รักษาประตูทั้งที่เขาไม่มีอาการบาดเจ็บอะไรเลยเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนบอลของทีมนั้นๆ รู้ดีเลยว่าผู้รักษาประตูของทีมห่วยแตกมากแค่ไหน ตอนนี้ กูร์กตัวส์ หมดประโยชน์แล้วล่ะ” และ “แค่ตอนนี้ กูร์กตัวส์ ก็เป็นตำนานของ เรอัล มาดริด ไปแล้ว เขาทำให้เกิด 81 ประตูจากการลงเล่น 53 เกม (เป็นการพิมพ์ผิด เพราะที่จริงต้อง 58 เกม) เลยนะ มันเป็นสถิติที่บ้ามากๆ ขนาด (คริสเตียโน่) โรนัลโด้ ยังทำไม่ได้เลย เขานี่มันตำนานของจริง” เป็นต้น

    ทั้งนี้ เอมิลิโอ บูตราเกนโญ่ ผู้อำนวยการของ เรอัล ซึ่งเป็นอดีตยอดกองหน้าของทีมด้วยนั้น ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมว่าที่จริงวันนี้ กูร์กตัวส์ ลงเล่นโดยที่มีอาการปวดท้อง “กูร์กตัวส์ ปวดท้องน่ะนะ ส่วน อเรโอล่า ก็ช่วยเราเอาไว้ได้ในตอนที่เราตามหลังอยู่ 1-2 เขาเล่นได้ดีมากๆ”

post

หมีรอดตาย! “เอร์เรรา”โขกท้ายเกมพาแอต.มาดริดตีเจ๊ายูเวนตุสประเดิม แชมเปียนส์ลีก

Football-187

เมาริซิโอ ซาร์รี่ นายใหญ่ ”ม้าลาย” ยูเวนตุส เกือบคว้า 3 แต้มแต่มาโดนทีเด็ดช่วยท้ายบุกเจ๊า ”ตราหมี” แอต.มาดริด 2-2 โดยทีมเยือนออกนำไปก่อนสองสกอร์ แต่มาโดนทีเด็ดของ เฮคเตอร์ เอร์เรรา โขกนาทีที่ 90 ช่วยเจ้าถิ่นไว้ได้ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี) คืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : ว่านต๋า เมโตรโปลีตาโน่

    ”ตราหมี” พุ่งชนความพ่ายแพ้เป็นนัดแรกในฤดูกาลนี้ หลังจากที่โดนเรอัล โซเซียดาด เชือด 2-0 ในเกมลา ลีกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เทรนเนอร์ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ได้รับข่าวดีหลังจากที่ แยน โอบลัค นายทวารคนเก่งของทีมที่ได้รับบาดเจ็บจนต้องโดนเปลี่ยนตัวออกจากสนามในเกมก่อน หายเดี้ยงกลับมาซ้อมได้แล้ว และไม่น่ามีปัญหาในการลงเฝ้าเสา

     ฟาก ”ม้าลาย” เสียตำแหน่งจ่าฝูงกัลโช่ เซเรีย อา ให้กับอินเตอร์ มิลาน หลังจากที่ทำได้เพียงเสมอกับฟิออเรนตินา แบบไม่มีสกอร์ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ไม่ได้ใส่ชื่อของ มาริโอ มานด์ซูคิช และ เอ็มเร่ ชาน ในขุมกำลังสู้ศึกรายการนี้ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไร เพราะมีทางเลือกเยอะ

    เปิดฉากครึ่งแรกมากลายเป็น ทัพหมีที่ได้ลุ้นก่อนเลย นาที 10 ดีเอโก้ คอสต้า ไหลบอลต่อให้ ชูเอา เฟลิกซ์ กดด้วยขวาบอลพุ่งไปติดเซฟเชสนี่ออกหลัง

    ถัดมาอีก 3 นาที แอต.มาดริดได้ลุ้นอีก หลัง คีแรน ทริปเปียร์ ครอสบอลมาให้ เฟลิกซ์ ขึ้นโขกแต่บอลยังไม่ผ่านนายด่านม้าลาย

    ลูกทีมของ ซาร์รี่ แทบไม่ได้โงหัวตอบโต้เลย นาที 16 เรนาน โลดี้ เติมมาหวดด้วยซ้ายเน้นๆ บอลพุ่งแรงจนเชสนี่ได้ออกแรงเซฟอีก อีกนาทีต่อมา โฆเซ่ คิมิเนซ ได้โขกกลางประตูอีกแต่บอลยังไปเข้ามือของเชสนี่

    เหลือ 10 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรกลูกทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ยังหาจังหวะจบสกอร์ได้ค่อนข้างน้อย ขณะที่ ”ตราหมี” ดูดีกว่าเกือบได้ประตูขึ้นนำหลายครั้ง

    นาทีที่ 40 ”ม้าลาย” ได้เสียวบ้างจากจังหวะครอสหน้าเขตโทษของ ฮวน กวาดราโด้ บอลโค้งเลยไปเสาสองเข้าหัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โหม่งคนเดียว แต่ไปตรงตัว ยาน โอบลัค

    หมดครึ่งเวลาแรก แอต.มาดริด 0 ยูเวนตุส 0
    
    แต่แล้วเริ่มครึ่งหลังได้เพียง 2 นาที ”ม้าลาย” มาได้ประตูออกนำจากจังหวะสวนกลับเร็วบอลทิ้งยาวมาถึง กอนซาโล่ อิกวาอิน ลากเข้าเขตโทษก่อนปาดออกให้ ฮวน กวาดราโด้ แต่งเข้าซ้ายตะบันเต็มแรงพุ่งเสียบสามเหลี่ยมงดงาม แอต.มาดริด 0 ยูเวนตุส 1
    
    นาทีที่  60 ”ตราหมี” ได้ลุ้นอีกครั้งจาก โฮเซ่ คิเมเนซ แต่ก็ยังข้ามคานออกไปก่อน ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ขยับแก้เกมส่ง อังเคล คอร์เรอา ลงสนามแทน โตมาส์ เลอมาร์ ที่มีส่วนร่วมกับเกมน้อยมาก

    ต่อมานาทีที่ 65 ”ม้าลาย” มาบวกสกอร์เพิ่มจากจังหวะพาบอลควบขึ้นมาของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก่อนแทงให้ อเล็กซ์ ซานโดร สอดขึ้นมาหยอดด้วยซ้ายบอลลอยไปเข้าหัว แบลส มาตุยดี้ ขึ้นโขกโล่งๆแสกหน้า ยาน โอบลัค แอต.มาดริด 0 ยูเวนตุส 2

    แต่แล้วนาทีที่ 70 ”ตราหมี” มาได้ประตูตีไข่แตกจากจังหวะฟรีคิกกลางสนามของ โกเก้ เปิดยาวมาเสาสองให้ โฮเซ่ คิเมเนซ โขกชงเข้ากลางประตูและเป็น สเตฟาน ซาวิช ตามโหม่งซ้ำไม่มีเหลือ แอต.มาดริด 1 ยูเวนตุส 2
    
    ต่อมาอีก 3 นาที ทีมเยืนเกือบได้ประตูหนีห่างอีกครั้งจากจังหวะยิงของ กอนซาโล่ อิกวาอิน แต่ไปติดเซฟ ยาน โอบลัค ปัดออกมาเข้าทาง แบลส มาตุยดี้ ตามซ้ำก็ยังไปติดเท้า คีแรน ทริปเปียร์ ที่ยืนคุมเส้นช่วยทีมเอาไว้ได้

    ก่อนหมดเวลา 10 นาที เจ้าถิ่นเกือบได้ประตูตีเสมอจากจังหวะยิงไกลของ บิโตโล่ ที่ลงสนามมาเป็นตัวสำรองแต่ยังไม่ผ่านมือ วอยเชียค เชสนี่ ช่วยเอาไว้ได้อีกครั้ง

    ช่วงท้ายเกมนาทีที่ 90 เจ้าถิ่นมาตีเสมอสำเร็จจาก ลูกเตะมุมของ คีแรน ทริปเปียร์ ครอสเข้าหัว เฮคเตอร์ เอร์เรรา สอดมาโขกผ่านมือ วอยเชียค เชสนี่ เสียบเสาเข้าไป 

    จบเกม แอต.มาดริด 2 ยูเวนตุส 2

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

    แอต.มาดริด (4-4-2) : ยาน โอบลัค – คีแรน ทริปเปียร์, สเตฟาน ซาวิช, โฮเซ่ คิเมเนซ, เรนาน โลดี้ – โกเก้, ซาอูล ญีเกซ, โทมัส ปาเตย์, โตมาส์ เลอมาร์ – ชูเอา เฟลิกซ์, ดีเอโก้ คอสต้า

    เทรนเนอร์ : ดีเอโก้ ซิเมโอเน่

     ยูเวนตุส (4-3-3) : วอยเชียค เชสนี่ – ดานิโล่, มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, อเล็กซ์ ซานโดร – ฮวน กวาดราโด้, ซามี่ เคดิร่า, มิราเล็ม ปานิช, แบลส มาตุยดี้ – กอนซาโล่ อิกวาอิน, คริสเตียโน่ โรนัลโด้

    เทรนเนอร์ : เมาริซิโอ ซาร์รี่

ผู้ตัดสิน : แดนนี่ มัคเคลี่ (ฮอลแลนด์)

post

ดิมาเรียเบิ้ลทีมเก่า! ปารีสฯสอนเชิงเรอัลมาดริดเปิดหัวศึกแชมเปียนส์ลีก

Football-186

อังเคล ดิ มาเรีย ดาวเตะ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยังคงเป็นตัวแสบเช่นเดิมหลังซัดสองเม็ดใส่ทีมเก่า “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ไปได้ 3-0 นำแชมป์ลีกเอิงคว้าสามแต้มประเดิมชัย ในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอ นัดแรก คืนวันพุธที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา

     ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอ นัดแรก คืนวันพุธที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา “เปแอสเช” ยักษ์ใหญ่แดนน้ำหอม เกมนี้ โธมัส ทูเคิ่ล ขาดดาวเตะอย่าง “เนย์มาร์” ที่ติดถูกแบนจากซีซั่นก่อน แถมไร้ชื่อ “คาวานี่-เอ็มบั๊ปเป้” ที่ยังบาดเจ็บอยู่ มีหัวหอกป้ายแดง เมาโร อีการ์ดี้ ประเดิมสนามเกมชปล.ให้ทีม ขณะที่ ซีเนดีน ซีดาน นายใหญ่ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แชมป์รายการนี้ 13 สมัยส่งผู้เล่นตัวหลักลงครบ แนวรุกมี “อาซาร์-เบล” ช่วยหนุนเกมบุก คาริม เบนเซม่า หมายชัยชนะเปิดหัวบอลยุโรป

     เริ่มครึ่งแรกถึงนาทีที่ 14 ฆวน เบร์นาต เติมเกมบุกขึ้นมาจ่ายบอลให้ เมาโร อีการ์ดี้ ดีดทำชิ่งก่อนปาดมาในกรอบเขตโทษ และเป็น อังเคล ดิ มาเรีย วิ่งเข้ามาจิ้มด้วยเท้าซ้ายบอลเสียบเสาแรกเข้าไป เปแอสเช นำก่อน 1-0

     ถัดมาอีกเพียงสองนาที เอแด็น อาซาร์ รับบอลจากเพื่อนร่วมทีม ก่อนลองซัดบอลหน้ากรอบเขตโทษ บอลตรงเข้าประตูแต่ทว่า เกย์ลอร์ นาวาส นายด่านเจ้าถิ่นโชว์พุ่งตัวเซฟไว้ได้

     ต่อมานาทีที่ 34 เจ้าถิ่นเฮลั่น โธมัส มูนิเย่ร์ ทุ่มบอลให้ อิดริสซ่า กาน่า เกย์ เลี้ยงบอลแหวกผู้เล่นราชันชุดขาว ก่อนตบให้ อังเคล ดิ มาเรีย ที่ยืนอยู่หน้ากรอบเขตโทษ วางเท้าปั่นบอลผ่านมือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายทวารทีมเยือน เข้าไปเป็นลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้ เปแอสเชทิ้งเป็น 2-0

     ราชันชุดขาวชวดตีไล่มา แกเร็ธ เบล ซัดไกลหน้ากรอบเขตโทษบอลย้อยเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ทว่ากรรมการขอดูวีเออาร์เนื่องจากผู้เล่นเปแอสเชประท้วงเป็นลูกแฮนด์บอลและยืนยันว่าบอลโดนมือจริง เรอัล มาดริด โดนริบสกอร์ไปในนาทีที่ 35 จบ 45 นาทีแรก ปารีสฯ ขึ้นนำ 2-0

     เริ่มครึ่งหลังผ่านถึงนาทีที่ 60 อังเคล ดิ มาเรีย หลุดเข้าในกรอบเขตโทษ ใช้เท้ากระดกบอลหวังให้ข้ามตัวผู้รักษาประตูคู่แข่งแต่บอลกลับลอยโด่งเหินข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

     นาทีถัดมาเจ้าถิ่นเปิดเกมต่อ ฆวน เบร์นาต รับบอลจากเพื่อนริมกรอบเขตโทษ ไหลต่อให้ อังเคล ดิ มาเรีย จับบอลแบบไขว้เท้าแล้วจ่ายให้ ปาโบล ซาราเบีย ที่โฉบตัดหน้าแนวรับเรอัล มาดริด ยิงเสาแรกแต่บอลออกข้างเสาไปแบบมีลุ้น

     ราชันชุดขาวอดได้สกอร์อีกหนนาทีที่ 77 คาริม เบนเซม่า ได้ซัดเต็มข้อริมเขตโทษด้านซ้าย บอลพุ่งเสียบตาข่ายเข้าไป แต่ว่ากลับมีผู้เล่นเรอัล มาดริด ยืนล้ำหน้าก่อนบอลกระดอนมาหาดาวยิงชาวฝรั่งเศส อีกสองนาทีต่อมา คาริม เบนเซม่า ยืนโหม่งบอลจากการครอสของเพื่อนร่วมทีมที่เสาสอง ทว่าบอลยังคงเฉียดเสาออกหลังอีกคราช่วงนาทีที่ 79 

     ช่วงทดเจ็บเจ้าถิ่นยิงปิดแมตช์ โธมัส มูนิเย่ร์ ฟูลแบ็กเจ้าถิ่นแย่งบอลจากผู้เล่นราชันชุดขาว ก่อนลากตะลุยขึ้นหน้าจ่ายให้ อังเคล ดิ มาเรีย ตวัดบอลกลับคืนไปที่เจ้าตัวหลุดเดี่ยวไปทางริมสนามด้านขวา ก่อนตบบอลให้ ฆวน เบร์นาต ที่ยืนโล่งอยู่อีกฝั่งของกรอบเขตโทษ ไหลคืนกลับมาให้ โธมัส มูนิเย่ร์ ยิงเข้าไป จบเกม เปแอสเช ชนะ เรอัล มาดริด 3-0 คว้าสามแต้มประเดิมศึกชปล.รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอ

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (4-3-3):เกย์ลอร์ นาวาส,โธมัส มูนิเย่ร์,ติอาโก้ ซิลวา,เพรสแนล คิมเพมเบ้,ฆวน เบร์นาต,มาร์กินญอส (อันเดร์ เอร์เรร่า น.70),อิดริสซ่า กาน่า เกย์,มาร์โก แวร์รัตติ,ปาโบล ซาราเบีย (อับดู ดิอาโล น.89),อังเคล ดิ มาเรีย,เมาโร อีการ์ดี้ (มักซิม ชูโป-โมติง น.60)

เรอัล มาดริด (4-3-3):ติโบต์ กูร์กตัวส์,ดานี่ การ์บาฆาล,เอแดร์ มิลิเตา,ราฟาแอล วาราน,แฟร์กล็องด์ เมนดี้,โทนี่ โครส,คาเซมีโร่,ฮาเมส โรดริเกซ (ลูก้า โยวิช น.70),เอแด็น อาซาร์ (ลูกัส บาสเกซ น.70),แกเร็ธ เบล (วิเนซิอุส จูเนียร์ น.79),คาริม เบนเซม่า